#311 ขออนุญาต Push อย่างถูกวิธี + ดริปแคมเปญ 6 ขั้นดึงคนกลับแอป
https://www.youtube.com/watch?v=nSihido1IPA · App Masters · อัปโหลด 2020-08-10 · ยาว 10:28 · ชื่อเดิม: Try This If Your Users Are NOT Coming Back to Your App · ซับ auto-caption YouTube (ไม่ได้ฟังเสียงซ้ำ ไม่ได้ดูภาพ) · AI สรุป
⚡ สรุปสั้น
ผู้พูดสอนว่าการเปิด push notification บน iOS ต้องไม่โชว์ป๊อปอัประบบทันที ให้ขึ้นหน้าอธิบายเหตุผลก่อน ถ้าผู้ใช้กด 'ยังไม่ใช่ตอนนี้' ก็ไม่ต้องเรียกป๊อปอัปจริง จะได้ถามใหม่ได้ภายหลัง
เมื่อผู้ใช้เปิด push แล้ว ให้ส่งเป็นลำดับ drip 6 ข้อ: quick win, problem+solution, testimonial, overcome objection, paradigm shift, แล้วปิดด้วยโปรโมชันจำกัดเวลา
ปิดท้ายด้วย last chance ย้ำเดดไลน์ตอนใกล้หมดเวลา ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับอีเมลและคอร์สออนไลน์
📌 ประเด็นสำคัญ (อ้างนาที)
- Retention สำคัญไม่แพ้ดาวน์โหลด ถ้าคนไม่กลับมาแอปก็ไปไม่รอด และ push notification เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งในการดึงคนกลับ [00:00]
- Google Play เปิด push ให้อัตโนมัติ แต่ iOS ต้องขออนุญาตผู้ใช้ และวิธีที่ถูกคือไม่โชว์ข้อความดีฟอลต์ทันที ให้โชว์หน้าอธิบายว่าทำไมควรเปิดก่อน [01:01]
- ตัวอย่างข้อความเหตุผลที่ใช้: 'using notifications increases your chance of success by 100' ผู้พูดชอบที่แอปให้เหตุผล แต่แนะนำเลขคี่ เช่น 97, 98, 103, 105 เพราะดูแม่นยำกว่า [01:31]
- แสดงป๊อปอัปดีฟอลต์ของระบบเฉพาะเมื่อผู้ใช้กดปุ่มยอมรับในหน้าของเราเท่านั้น ถ้ากด 'not now' ก็ข้ามไปก่อน เพราะถ้าโชว์ดีฟอลต์แล้วผู้ใช้กด don't allow จะถามซ้ำไม่ได้ ต้องไปเปิดในการตั้งค่าเอง [02:01]
- ตัวอย่างจาก Calm: ขอ push ทั้งตอน onboarding ('when do you like to meditate') และหลังทำเมดิเทชันเสร็จ ('when's the best time to continue your progress: morning, afternoon or night') แล้วเสนอเวลายอดนิยมให้ตั้งเตือน เช่น 8 am และให้ปรับเวลาได้ [02:31]
- Drip campaign ข้อ 1 (วันแรก): deliver a quick win ให้ผู้ใช้ได้ผลลัพธ์เล็กๆ ที่ได้ง่ายๆ เพื่อสร้างความรู้สึกดีต่อแอป [03:32]
- ข้อ 2: problem plus solution ยกปัญหาที่กลุ่มเป้าหมายเจอ แล้วบอกว่าแอปเราคือทางแก้ (ตัวอย่าง: แอปเมดิเทชันส่วนใหญ่น่าเบื่อหรือทำให้หลับ) ข้อ 3: testimonial จากคนที่มีปัญหาเดียวกับที่พูดในวันที่ 2 และประสบความสำเร็จด้วยแอป อาจดึงจากรีวิวใน App Store หรืออีเมล [04:03]
- ข้อ 4: overcome an objection เช่น 'can't quiet down your mind?' แล้วให้คำตอบหรือเมดิเทชันที่ช่วยตรงจุด ข้อ 5: paradigm shift คือเปลี่ยนมุมมองว่า เคยคิดแบบนี้ แต่เพราะแอปจะคิดแบบใหม่ เช่น 'here's 16 seconds to a really calm mind' [05:05]
- ข้อ 5 ตัวอย่างการเอาชนะข้อสงสัยว่าเมดิเทชันเป็นเรื่องศาสนา: บอกว่าไม่ใช่เฉพาะชาวพุทธหรือศาสนาตะวันออก ทำกันทั่วโลก และ '80 of people who meditate see a big shift' (ตัวเลขจากซับ ควรตรวจก่อนนำไปใช้) [06:38]
- ข้อ 6: the sale เช่น โปรโมชัน 48 ชั่วโมง ลด 30% แผนรายปี ไม่ต้องขายหนักเพราะ 5 ข้อก่อนหน้าอุ่นผู้ใช้ไว้แล้ว [07:09]
- ปิดท้ายด้วย last chance: ยอดขายมีพีคตอนประกาศและพีคอีกครั้งตอนส่งอีเมลเตือนครั้งสุดท้าย ให้ส่ง 'today's last day' และเร่งต่อเป็น 4 ชั่วโมง และ 1 ชั่วโมงก่อนหมด [08:10]
เอาไปใช้ยังไง
ทำหน้า pre-permission ในแอปที่อธิบายประโยชน์ของ push ก่อนเรียกป๊อปอัประบบของ iOS แล้วตั้งลำดับ push 6 ข้อตามแม่แบบนี้ โดยแทนตัวอย่างด้วยปัญหา คำรีวิว และข้อสงสัยจริงของผู้ใช้แอปเรา
🗒️ ข้อควรระวัง
ผู้พูดโปรโมตคอร์ส Appmasters Academy ท้ายคลิป (อ้างชุมชน 100+ founders และ 300 ล้านดาวน์โหลดรวม) ตัวเลข '100', '80%', '16 seconds' เป็นตัวอย่างข้อความจากซับ ไม่ใช่สถิติที่ยืนยันแล้ว คลิปอัปโหลดปี 2020 หลักการ pre-permission prompt ยังใช้ได้ แต่ควรตรวจกฎปัจจุบันของ iOS/Android (เช่น Android 13 ขึ้นไปก็ต้องขอสิทธิ์ push เช่นกัน ซึ่งต่างจากที่คลิปบอกว่า Google Play เปิดอัตโนมัติ) และควรเช็กแนวทางของ Apple เรื่องการส่ง push โปรโมชัน
- ตัวเลข/ชื่อ ตามซับ auto อาจเพี้ยน — ยังไม่ได้ฟังทวน